รีวิว หนังสือ Failosophy
- หลังอ่าน: รีวิวหนังสือ
- Feb 28, 2022
- 1 min read

หลักสำคัญของความล้มเหลว 7 ประการ
จากหนังสือ Failosophy
เฟลศาสตร์: เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นชัยชนะ
.
1) มองความล้มเหลวอย่างเป็นกลาง
เมื่อล้มเหลว อย่าใส่อารมณ์กับมันมากจนเกินไป
อย่าตัดสินตัวเอง และอย่ากลัว
แต่ให้ลองไตร่ตรองถึงความเป็นจริง คิดวิเคราะห์ และมองอย่างนักสังเกตการณ์
เพื่อหาบทเรียนให้เราก้าวผ่านมันไปให้ได้
.
การที่เราประดังประเดอารมณ์ต่าง ๆ เข้าหาตัวเอง มีแต่จะทำให้ตัวเองเป็นทุกข์
เศร้าโศก ผิดหวัง และไม่รู้ว่าทำยังไงต่อไป
ลองหาร่างแยกของตัวเอง สังเกตการณ์ความล้มเหลว และหาทางทำอะไรต่อไป
.
2) อย่าคิดจากมุมที่แย่ที่สุด
แน่นอนว่า ความสุขของเราเกิดจากมุมมองของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ลบด้วยความคาดหวังในสิ่งที่อยากให้เป็น
หลายครั้งเราผิดหวัง เราจึงมักไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
.
แต่ความคิดเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้
มุมมองที่เกิดจากความคิดของเราก็ปรับเปลี่ยนได้เช่นกัน
.
ลองเอาความคิดลบออกไปจากหัว และให้พื้นที่ความคิดใหม่ ๆ บ้าง
ตัวอย่างเช่น
แทนที่จะบอกว่า “สิ่งนี้จบลงแล้ว”
ก็ลองบอกกับตัวเองว่า “สิ่งนี้เคยมีอยู่” หรือ “สิ่งนี้เคยเกิดขึ้น”
.
3) เกือบทุกคนรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในวัย 20
สาเหตุหลักมาจากประสบการณ์จริงที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวัง
หลายคนอาจคาดหวังกับชีวิตในวัย 20 ของตัวเองให้สนุกสุดเหวี่ยง ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
ออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนทุกคืน เอนจอยไลฟ์ ใช้ชีวิตโดยไร้ข้อผูกมัด
และในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มมองหาอาชีพที่ใช่ ลงหลักปักฐาน ก่อร่างสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว และเริ่มเก็บออมเงิน พร้อมลงทุนเพื่อชีวิตวัยเกษียณ
.
บางทีเรื่องพวกนี้มันก็มากเกินไป จนเรารู้สึกเหนื่อย
ความกดดันทั้งจากคนรอบข้าง จากโซเชียลมีเดีย และจากตัวเราเอง ทำให้เราผิดหวังกับชีวิตวัยนี้
.
หลายคนอาจได้ค้นพบว่า ความสำเร็จที่สุดในช่วงวัย 20 ปี คือพวกเขาสามารถก้าวข้ามผ่านมันมาได้
และหลายคนมีวัย 30 หรือ 40 ที่ดีกว่าวัย 20 มาก
เพราะพวกเขารู้จักตัวเองดีขึ้น และใช้ชีวิตได้ฉลาดมากขึ้น
.
4) การเลิกราไม่ใช่โศกนาฏกรรม
แม้การเลิกรา การหย่าร้าง มันจะเป็นสิ่งที่แย่
แต่มันเป็นเหมือนบทเรียนฉบับเร่งรัดให้เรารู้ว่า แท้จริงแล้วเราเป็นใคร และมีส่วนตรงไหนทำให้ความสัมพันธ์ต้องถึงจุดจบ
ถ้าเรามองมันเป็นบทเรียนดี ๆ เราอาจได้พบว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มี “คุณค่า” มากก็เป็นได้
.
5) มองความล้มเหลวให้เหมือนการเก็บข้อมูล
เปรียบเทียบกับนักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยค้นคว้าหาวิธีรักษาโรคร้าย
พวกเขาอาจต้องลองใช้กลยุทธ์มากมายคิดค้นวิธีต่าง ๆ ออกมา
แต่ถ้าวิธีที่เขาลองใช้ไม่ได้ผล เหล่านักวิทยาศาสตร์เหล่านี้จะไม่ได้มองว่าพวกเขาล้มเหลว
แต่เขาจะคิดว่า เขาได้รู้เพิ่มเติมว่า แนวคิดที่เขาทดลองนั้นใช้ไม่ได้
และพวกเขาก็กำลังเข้าใกล้แนวคิดที่ได้ผลมากขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง
.
นั่นหมายความว่า ถ้าเรามองชีวิตเป็นการทำวิจัยเก็บข้อมูล เพื่อให้เราได้เข้าใกล้สิ่งที่เราวาดฝันไว้
ความล้มเหลวก็คือวิธีการที่ไม่ได้ผล และช่วยให้เรากำจัดวิธีที่ไม่ถูกต้องออกไปอีก 1 วิธี
จนเหลือแต่วิธีที่ถูกต้องที่รอเราอยู่ข้างหน้า
.
ความล้มเหลวจึงไม่ใช่สิ่งที่กำหนดตัวเรา แต่เป็นเพียงความรู้ที่ขาดหายไป
ซึ่งถ้าเราเจอสิ่งที่หายไปนั่นแล้ว เราก็จะต่อจิ๊กซอว์ได้ครบ และรู้ชัดเจนว่าตัวเราคือใครกันแน่
.
6) อย่าวาดฝันถึงชีวิตในอนาคตมากเกินไป
เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมีภาพอนาคตของตัวเองที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
เช่น อาจคิดว่าตัวเองจะกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ตอนเกษียณ
และอีกอย่าง ชีวิตของเรามักพาเราไปอยู่ในจุดที่เราคาดเดาไม่ได้มาก่อน
.
การใช้ชีวิตที่ไม่ต้องถูกอนาคตกำหนดอย่างตายตัว ทำให้เราได้ทำตามสัญชาตญาณและความสนใจของตัวเองในปัจจุบันมากขึ้น
เราจะรู้สึกเป็นอิสระขึ้น และอาจได้ค้นพบตัวเองในทางเลือกที่แตกต่างออกไปจากเดิม
.
ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดสำหรับเรื่องอนาคตคือ มันเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นกับเรา
.
7) กล้าเปิดเผยจุดอ่อน เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง
หลายคนมักปกปิดจุดอ่อน หรือความล้มเหลวต่าง ๆ ของตัวเอง
และแสดงออกเพียงด้านที่แข็งแกร่งเท่านั้น
.
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราลองกล้าที่จะแชร์เรื่องราวที่เราล้มเหลวให้คนอื่นรู็
มันอาจเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจที่ทำให้คนอื่นรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง
และพร้อมแบ่งปันเรื่องราวความล้มเหลวของพวกเขากลับมาเช่นเดียวกัน
.
แท้จริงแล้ว ความล้มเหลวอาจเป็นตัวเชื่อมมิตรภาพ และความสัมพันธ์ดี ๆ ของเราและคนรอบข้างเอาไว้ก็เป็นได้
.
.
รีวิวสั้น ๆ
หนังสือที่คอนเซ็ปต์ดีมาก ว่าด้วยเรื่องของการแบ่งปันความล้มเหลว
เพราะทุกวันนี้ ในโซเชียลมีเดีย ในข่าว หรือเวลาคุยกับใครก็ตาม
.
เรามักพูดกันแต่เรื่องความสำเร็จ
ให้ต่างฝ่าย ต่างออกมาพูดถึงความสำเร็จของตัวเอง
เพื่อให้บทเรียน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพื่ออะไรก็แล้วแต่
แต่หลายครั้ง เราละเลยไปว่า เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น มีความล้มเหลวอยู่นับไม่ถ้วน
หรือแม้กระทั่งการที่เราไม่สำเร็จ แต่ต้องอยู่กับความล้มเหลวนั้น ก็อาจนับเป็นงานที่ไม่ง่าย
เพียงแต่ไม่ค่อยมีคนออกมาพูดกันเท่าไหร่
.
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คุณเอลิซาเบธ เดย์ จึงเกิดไอเดียในการจัดพอดแคสต์ที่จะเชิญแขกมาแบ่งปันความล้มเหลวในชีวิต
ตั้งชื่อรายการตามชื่อตัวเองว่า How to Fail with Elizabeth Day
พอดแคสต์รายการนี้ได้โด่งดังจนกระทั่งมีแขกรับเชิญที่มีชื่อเสียงจากหลายวงการมาร่วมรายการ
เช่น แอนดรูว์ สกอตต์ (ดารา), มัลคอล์ม แกลดเวลล์ (นักเขียนหนังสือชื่อดังหลายเล่ม), เคลลี่ โฮล์มส์ (นักกีฬาโอลิมปิก) และเจมี เลง (เจ้าของรายการทีวี)
หนังสือ Failosophy เป็นหนังสือสรุปบทเรียนการจัดการกับความล้มเหลวที่ เอลิซาเบธ เดย์ ได้ตกผลึกจากการจัดรายการ และพูดคุยกับแขกรับเชิญมาตลอด
.
ความรู้สึกหลังอ่าน รู้สึกหนังสือสั้นไปนิด เนื้อหาไม่ค่อยเยอะ
แต่มีใจความสำคัญบางอย่างที่น่าสนใจ
แต่ส่วนตัวที่ชอบที่สุดคงหนีไม่พ้นคอนเซ็ปต์หนังสือ ที่ว่าด้วยเรื่องความล้มเหลวแบบจัง ๆ
ไม่ใช่ความล้มเหลวเบื้องหลังความสำเร็จ
.
เพราะตัวผมเองก็เชื่อว่า เราไม่รู้ว่าเราจะสำเร็จตามที่เราต้องการรึเปล่า
แต่ชีวิตของเราต้องเจอความล้มเหลวแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับบาดแผล และก้าวผ่านมันให้ได้
.
ยังไงถ้าพอมีเวลา ลองหาอ่านกันดูครับ หนังสือเล่มบาง ๆ อ่าน 1-2 ชั่วโมงก็จบแล้ว
.
.
……………………………………………………………………………………….
ผู้เขียน: เอลิซาเบธ เดย์
ผู้แปล: นัทธมน เปรมสำราญ
จำนวนหน้า: 138 หน้า
สำนักพิมพ์: อมรินทร์ How To, สนพ.
เดือนปีที่พิมพ์: 1/2022
ชื่อเรื่องต้นฉบับ: Failosophy
……………………………………………………………………………………….
.
สั่งซื้อหนังสือได้ที่
.
.
#หลังอ่าน #หนังสือควรอ่านก่อนอายุ30 #Failosophy

Comments